ธุรกิจโรงไฟฟ้า

บริษัทฯได้กำหนดกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจและวางแผนการลงทุนให้มีความหลากหลายและมีการกระจายความเสี่ยง เพื่อให้บริษัทฯเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว และโดยที่บริษัทฯ มีแหล่งสัมปทานเหมืองถ่านหินในประเทศอินโดนีเซียอยู่ถึงสองแห่งและอยู่ระหว่างการเข้าลงทุนในแหล่งสัมปทานเหมืองถ่านหินแหล่งที่ 3 ซึ่งมีอายุสัมปทานคงเหลืออยู่อีกหลายสิบปี โดยมีปริมาณสำรองถ่านหินที่มีคุณภาพและมากเพียงพอที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน ซึ่งปัจจุบันประเทศอินโดนีเซียยังมีกระแสไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชากรและมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น กอปรกับเศรษฐกิจของประเทศอินโดนีเซียที่มีการเติบโตสูงขึ้นทุกปีโดยรัฐบาลอินโดนีเซียได้วางแผนเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 56.024 กิกะวัตต์ภายในปี 2570 โดยมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 54.4 ที่จะใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า โดยรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าแห่งประประเทศอินโดนีเซีย (“PERUSAHAN LISTRIK NEGARA ELECTRICITY COMPANY” หรือ “PLN”) จะเป็นผู้ลงทุนและเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนหรือผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (“INDEPENDENT POWER PRODUCER” หรือ “IPP”) เข้าประมูลโดยตรง (“DIRECT OFFER” หรือ “DIRECT APPOINTMENT”) ซึ่งบริษัทฯและบริษัทย่อยมีศักยภาพเพียงพอที่จะลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินได้ โดยได้จัดตั้งบริษัท ลานนาพาวเวอร์เจ็นเนอร์เรชั่น จำกัด (“LPG”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่จดทะเบียนในประเทศไทย และ PT. LANNA POWER INDONESIA (“LPI”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่จดทะเบียนในประเทศอินโดนีเซีย เพื่อศึกษาและเตรียมการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินและพลังงานทดแทนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินในประเทศอินโดนีเซียเป็นลำดับแรกและพร้อมจะขยายการลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าในประเทศไทยและประเทศอื่นด้วย

บริษัทฯได้เจรจากับบริษัทที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าโดยได้ทำข้อตกลงร่วมทุน (“MEMORANDUM OF UNDERSTANDING” หรือ “MOU”) กับ PT. INDONESIA POWER ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในประเทศอินโดนีเซียเพื่อเข้าร่วมลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยได้ศึกษาและเตรียมเข้าร่วมลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินแบบ MINE-MOUTH ขนาด 55 MW รวมทั้งเตรียมเข้าประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินแบบ MINE-MOUTH ขนาด 200 เมกกะวัตต์อีกด้วย

ส่วนการลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าในประเทศไทยนั้นกลุ่ม LANNA (“LANNA CONSORTIUM”) มีความสนใจที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการจัดหาถ่านหินให้กับโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (“ELECTRICITY GENERATING AUTHORITY OF THAILAND” หรือ “EGAT”) ซึ่งได้ผ่านการคัดเลือกในเบื้องต้น (PRE-QUALIFICATION) แล้วและพร้อมจะพิจารณาลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินหรือพลังงานทดแทนในประเทศไทย เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะสำหรับชุมชนขนาดใหญ่ (MUNICIPAL SOLID WASTE TO ENERGY) ในพื้นที่ระดับจังหวัด เป็นต้น ซึ่งเป็นโครงการลงทุนที่มีศักยภาพในอนาคตเนื่องจากภาครัฐให้การส่งเสริมและสนับสนุนอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ เนื่องจากธุรกิจพลังงานทดแทนยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะพลังแสงอาทิตย์และชีวมวล บริษัทฯได้วางแผนงานและกำหนดเป้าหมายที่จะเข้าไปลงทุนในโครงการพลังงานทดแทนอื่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รวมทั้งพลังงานชีวมวลและก๊าซชีวภาพ และธุรกิจผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง (WOOD PELLET) เป็นต้น โดยบริษัทฯอยู่ระหว่างการศึกษาและวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง (WOOD PELLET) ทั้งโครงการที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว (BROWNFIELD PROJECTS) และโครงการที่เริ่มก่อสร้างใหม่และที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง (GREENFIELD PROJECTS) เนื่องจาก WOOD PELLET เป็นพลังงานทดแทนที่มีแนวโน้มทางธุรกิจที่ดีในอนาคต สามารถใช้ทดแทนถ่านหินที่ใช้กับเครื่องกำเนิดไอน้ำในโรงงานอุตสาหกรรมหรือโรงไฟฟ้าขนาดเล็กและขนาดกลางในประเทศญี่ปุ่น เกาหลีและประเทศในสหภาพยุโรป ซึ่งความต้องการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งจะเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดยบริษัทฯ จะเน้นการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) อันได้แก่ประเทศไทย เวียดนามและอินโดนีเซีย เนื่องจากมีศักยภาพและมีวัตถุดิบไม้ที่เพียงพอ คาดว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทนดังกล่าวซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทฯที่จะสร้างรายได้และกำไรให้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต