ธุรกิจโรงไฟฟ้า

บริษัทฯได้กำหนดกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจและวางแผนการลงทุนให้มีความหลากหลายและมีการกระจายความเสี่ยง เพื่อให้บริษัทฯเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว และโดยที่บริษัทฯ มีแหล่งสัมปทานเหมืองถ่านหินในประเทศอินโดนีเซียอยู่ถึงสองแห่งซึ่งยังมีอายุสัมปทานเหลืออยู่อีกหลายสิบปี โดยมีปริมาณสำรองถ่านหินที่มีคุณภาพและมากเพียงพอที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน ซึ่งปัจจุบันประเทศอินโดนีเซียยังมีกระแสไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชากรและมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น กอปรกับเศรษฐกิจของประเทศอินโดนีเซียที่มีการเติบโตสูงขึ้นทุกปีโดยรัฐบาลอินโดนีเซียได้วางแผนเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 43.5 กิกะวัตต์ ภายในปี 2567 และล่าสุดรัฐบาลอินโดนีเซียได้ปรับเปลี่ยนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่สำหรับระยะเวลา 10 ปีตั้งแต่ปี 2561-2570 (“2018-2027 Electricity Supply Business Plan”) โดยจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 56 กิกะวัตต์ภายในปี 2570 ซึ่งจะลงทุนโดยรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าแห่งประประเทศอินโดนีเซีย (“Perusahan Listrik Negara Electricity Company” หรือ “PLN”) และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนหรือผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (“Independent Power Producer” หรือ “IPP”) เข้าประมูลโดยตรง (“Direct Offer” หรือ “Direct Appointment”) ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งจากการศึกษาในเบื้องต้น บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีศักยภาพเพียงพอที่จะลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินได้ โดยได้จัดตั้งบริษัท ลานนา พาวเวอร์เจ็นเนอร์เรชั่น จำกัด (“LPG”) ในปี 2559 ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 100 ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว เพื่อศึกษาและเตรียมการลงทุนในธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าในประเทศอินโดนีเซียเป็นลำดับแรกและมีเป้าหมายที่จะขยายการลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าในประเทศไทยและประเทศอื่นด้วย

บริษัทฯได้เจรจากับบริษัทที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าโดยได้ทำข้อตกลงร่วมทุน (“Memorandum of Understanding” หรือ “MOU”) กับ PT. INDONESIA POWER ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในประเทศอินโดนีเซียเพื่อเข้าร่วมลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน และธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยได้ศึกษาและเตรียมเข้าร่วมลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินแบบ Mine-Mouth ขนาด 55 MW รวมทั้งเตรียมเข้าประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินแบบ Mine-Mouth ขนาด 200 เมกกะวัตต์อีกด้วย โดยมีเป้าหมายจะลงทุนตั้งโรงไฟฟ้าในบริเวณใกล้เคียงกับแหล่งสัมปทานเหมืองถ่านหินของ PT. Singlurus Pratama ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในประเทศอินโดนีเซีย นอกจากนี้บริษัทฯกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนและเจรจาหาลู่ทางเข้าไปลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนอื่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ธุรกิจพลังงานชีวภาพที่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพที่ผลิตจากของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิตน้ำมันปาล์มในประเทศอินโดนีเซีย เป็นต้น

ส่วนการลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าในประเทศไทยนั้นกลุ่ม LANNA (“LANNA Consortium”) มีความสนใจที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการจัดหาถ่านหินให้กับโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (“Electricity Generating Authority of Thailand” หรือ “EGAT”) ซึ่งได้ผ่านการคัดเลือกในเบื้องต้น (Pre-qualification) แล้วและพร้อมจะพิจารณาลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินหรือพลังงานทดแทนอื่นในประเทศไทยด้วย เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะสำหรับชุมชนขนาดใหญ่ (Municipal Solid Waste to Energy) ในพื้นที่ระดับจังหวัด เป็นต้น ซึ่งเป็นโครงการลงทุนที่มีศักยภาพในอนาคตเนื่องจากภาครัฐให้การส่งเสริมและสนับสนุนอย่างจริงจัง

บริษัทฯได้วางแผนงานและกำหนดเป้าหมายที่จะเข้าไปลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินดังกล่าวข้างต้นเนื่องจากเป็นธุรกิจที่จะเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตและจำหน่ายถ่านหินให้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการหาลู่ทางเข้าไปลงทุนในโครงการพลังงานทดแทนอื่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ และคาดว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าดังกล่าวซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ธุรกิจของบริษัทฯที่จะสร้างรายได้และกำไรให้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต