ธุรกิจเอทานอล

เอทานอลหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เอทิลแอลกอฮอล์ คือแอลกอฮอล์ที่ได้จากการแปรรูปพืชผลทางเกษตรประเภทแป้งและน้ำตาล เช่น มันสำปะหลัง, อ้อย, กากน้ำตาล และข้าวโพด เป็นต้น โดยผ่านกระบวนการย่อยแป้งเป็นน้ำตาล (สำหรับวัตถุดิบประเภทแป้ง) กระบวนการหมักเพื่อเปลี่ยนน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์ และกระบวนการกลั่น รวมถึงกระบวนการแยกน้ำออก ให้ได้ความบริสุทธิ์สูงถึง 99.5% โดยปริมาตร

เอทานอลมีสูตรโมเลกุล C2H5OH มีจุดเดือดประมาณ 78 องศาเซลเซียส คุณสมบัติโดยทั่วไปเป็นของเหลวใส ไม่มีสี ติดไฟง่าย เป็นเชื้อเพลิงที่มีค่าออกเทนสูง ซึ่งเมื่อนำไปผสมกับน้ำมันเบนซินในอัตราส่วนที่เหมาะสมจะได้น้ำมันเชื้อเพลิงสะอาดที่เผาไหม้ได้สมบูรณ์ขึ้น และช่วยลดมลพิษทางอากาศ โดยลดปริมาณสารประกอบไฮโดรคาร์บอน คาร์บอนมอนนอกไซด์ (CO) และคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดสภาวะเรือนกระจก (GREEN HOUSE EFFECT) ในชั้นบรรยากาศ

ธุรกิจเอทานอล

การผลิตเอทานอลเป็นเชื้อเพลิง
บริษัท ไทย อะโกร เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (“TAE”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยมีกรรมวิธีการผลิตเอทานอลเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง โดยใช้กากน้ำตาลและมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบหลักโดยมีขั้นตอนการผลิตที่สำคัญ 4 ขั้นตอนดังนี้

  1. การเตรียมวัตถุดิบ : มีกระบวนการแตกต่างกันตามประเภทวัตถุดิบที่ใช้ดังนี้
        (ก) กากน้ำตาล: ทำการเจือจางกากน้ำตาลด้วยน้ำให้ได้ความเข้มข้นที่พอเหมาะ โดยการเติมกรดเพื่อให้สิ่งเจือปนพวก ORGANIC SALT ตกตะกอนออกจากกากน้ำตาล แล้วจึงส่งเข้าสู่กระบวนการหมักต่อไป
        (ข) มันสำปะหลัง: ทำความสะอาดวัตถุดิบมันเส้นเพื่อกำจัดสิ่งเจือปนที่เป็นโลหะและดินทรายออกหลังจากนั้นมันเส้นจะถูกนำมาบดผสมกับน้ำจนได้เป็นน้ำแป้งและผ่านกระบวนการย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาลโดยใช้เอนไซม์ก่อนส่งไปยังกระบวนการหมักต่อไป
  2. การหมัก : วัตถุดิบที่ได้จากการเตรียมในขั้นที่ 1 จะถูกป้อนไปยังถังหมักโดยใช้ยีสต์เป็นตัวเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นแอลกอฮอล์
  3. การกลั่น : น้ำหมักในขั้นที่ 2 จะถูกป้อนไปยังหอกลั่นเพื่อแยกสิ่งเจือปนและน้ำออกเพื่อทำให้แอลกอฮอล์บริสุทธิ์ขึ้นเป็นประมาณ 96% ซึ่งถือเป็นค่าความเข้มข้นสูงสุดที่สามารถทำได้ในระบบการกลั่นแบบปกติโดยน้ำที่เหลืออีก 4%จะถูกกำจัดออกในขั้นตอนสุดท้าย
  4. การดูดน้ำออก : เป็นการแยกเอาน้ำที่เหลือจากขั้นตอนการกลั่นออกเพื่อทำให้แอลกอฮอล์ไร้น้ำเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 99.5% โดยไอระเหยของแอลกอฮอล์จะผ่าน DEHYDRATION UNIT จำนวน 2 ถังซึ่งจะมีซีโอไลท์ (ZEOLITES) บรรจุไว้ภายในทำหน้าที่ดูดซับน้ำออกจากแอลกอฮอล์ โดยแอลกอฮอล์ที่แห้งแล้วจะถูกควบกลั่นและทำให้เย็นลงก่อนจะเก็บบรรจุไว้จำหน่ายต่อไป

การกำหนดราคาเอทานอล
ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เห็นชอบให้ใช้ราคาเอทานอลอ้างอิงจากการเปรียบเทียบราคาต่ำสุดระหว่างราคาเอทานอลที่ผู้ผลิตรายงานต่อกรมสรรพสามิตกับราคาเอทานอลที่ผู้ค้ามาตรา7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 รายงานต่อสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ทั้งนี้ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2558 เป็นต้นไป

การกำหนดราคาขายเอทานอลของบริษัทฯ จะพิจารณาจากต้นทุนบวกอัตรากำไรขั้นต้นที่เหมาะสม (Cost Plus Margin) และพิจารณา
ปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ราคาวัตถุดิบและอุปทานอุปสงค์ของตลาด ตลอดจนภาวะการแข่งขันทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ เป็นต้น

การจำหน่ายเอทานอล
กรมสรรพสามิตกำหนดให้จำหน่ายเอทานอลที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงจะต้องผ่านการแปลงสภาพเป็น “เอทานอลแปลงสภาพ” (Denatured Ethanol) โดยผสมกับน้ำมันเบนซินหรือน้ำมันแก๊สโซฮอล์ในสัดส่วน 0.5% ผสมกับเอทานอล 99.5% โดยปริมาตรเพื่อให้ได้เอทานอลแปลงสภาพ สำหรับจำหน่ายให้กับบริษัทผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 โดยบริษัทผู้ค้าน้ำมันจะนำเอทานอลที่ซื้อไปผสมกับน้ำมันเบนซินในอัตราส่วนผสม 10%, 20%, หรือ 85% เป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10, E20 หรือ E85 โดยลูกค้าเป็นผู้รับผิดชอบการขนส่งเอทานอลที่ซื้อเองเป็นส่วนใหญ่ และมีบางรายที่ผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบการขนส่งเอทานอลที่ซื้อจนถึงคลังเก็บน้ำมันของลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่จะขาย
เป็นเงินเชื่อโดยลูกค้าเป็นบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคงทางการเงินสูง จึงไม่มีความเสี่ยงจากการที่ลูกค้าจะไม่ชำระหนี้ในอนาคต

กลยุทธ์ในการแข่งขัน
เน้นการให้บริการและการควบคุมคุณภาพสินค้าเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า และทำให้สามารถครอบครองตลาดไว้ได้เป็นส่วนใหญ่

ภาวะอุตสาหกรรมเอทานอล
ความต้องการใช้เอทานอลโดยเฉลี่ยในปี 2560 อยู่ที่ 4 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือก ปี 2558-2579 ที่ประมาณความต้องการใช้เอทานอลในปี 2560 ไว้ 4.35 ล้านลิตรต่อวัน อย่างไรก็ตามปริมาณความต้องการใช้เอทานอลโดยเฉลี่ยในปี 2560 เพิ่มขึ้นจากปี 2559 (3.66 ล้านลิตรต่อวัน) ประมาณร้อยละ 9 เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับต่ำโดยเฉลี่ย 52 ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกาต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาจำหน่ายเอทานอลโดยเฉลี่ยในปี 2560 เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ตามราคากากน้ำตาลที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) อยู่ระหว่างจัดทำร่างแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ.2558-2579 (AEDP 2015) ฉบับใหม่ โดยปรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นจาก 20% ของแผนเดิมเป็น 40% ทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้ารวมเมื่อสิ้นสุดแผนปี 2579 เพิ่มขึ้นเป็น 37,202 เมกะวัตต์ ซึ่งเพิ่มจากแผนเดิม 17,500 เมกะวัตต์ รวมทั้งปรับสัดส่วนการใช้เอทานอลภายในปี 2579 ลดลงจากแผนเดิมที่ 11.3 ล้านลิตรต่อวันเหลือ 7 ล้านลิตรต่อวันและปรับสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซลลดลงจาก 14 ล้านลิตรต่อวันเหลือ 7 ล้านลิตรต่อวันทั้งนี้ให้คำนึงถึงทิศทางในระยะสั้นและระยะยาว โดยราคาน้ำมันในระยะสั้นยังค่อนข้างถูกทำให้มีอุปสรรคในการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์ในอนาคตจะมุ่งสู่รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV อาจทำให้สัดส่วนรถยนต์ประเภทต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปด้วย

ประเภทเชื้อเพลิง สัดส่วนการใช้
แผนเดิม : AEDP 2015 ร่างแผน AEDP ฉบับใหม่
(1) เอทานอล 11.3 ล้านลิตรต่อวัน 7 ล้านลิตรต่อวัน
(2) ไบโอดีเซล 14 ล้านลิตรต่อวัน 7 ล้านลิตรต่อวัน
(3) CBG (ระบบผลิตก๊าซไบโอมีเทนอัด) 4,800 ตันต่อวัน 3,300 ตันต่อวัน

ภาวะการแข่งขัน
ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานเอทานอลที่เปิดดำเนินการแล้วจำนวน 26 โรงงาน มีกำลังการผลิตเอทานอลรวมทั้งสิ้น 5,790,000 ลิตร
ต่อวัน ซึ่งสามารถแบ่งตามประเภทวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตเอทานอลได้ดังนี้

  1. โรงงานผลิตเอทานอลจากกากน้ำตาล จำนวน 11 แห่ง กำลังการผลิตรวม 2,580,000 ลิตรต่อวัน
  2. โรงงานผลิตเอทานอลจากกากน้ำตาลและน้ำอ้อย จำนวน 1 แห่ง กำลังการผลิตรวม 230,000 ลิตรต่อวัน
  3. โรงงานผลิตเอทานอลจากกากน้ำตาลและมันสำปะหลัง จำนวน 5 แห่ง กำลังการผลิตรวม 900,000 ลิตรต่อวัน
  4. โรงงานผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลังจำนวน 9 แห่ง มีกำลังการผลิตรวม 2,080,000 ลิตรต่อวัน

บริษัทย่อยหรือ TAE มีส่วนแบ่งตลาดเปลี่ยนแปลงตามนโยบายการยกเลิกการจำหน่ายน้ำมันเบนซิน 91 ดังนี้

ปี ปริมาณการใช้
เอทานอลภายในประเทศ
(ล้านลิตร)
ปริมาณการขายเอทานอล
แปลงสภาพของ TAE
(ล้านลิตร)
ส่วนแบ่งการตลาดของTAE
(ร้อยละ)
2555 503.04 67.05 13.33
2556 941.75 67.06 7.12
2557 1,179.63 97.80 8.29
2558 1,273.08 104.30 8.19
2559 1,334.91 105.92 7.93
2560 1,435.18 98.09 6.83

หมายเหตุ: สาเหตุที่ส่วนแบ่งตลาดในปี 2560 ของ TAE ลดลงเหลือร้อยละ 6.83 เนื่องจากปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4/2560 ทำให้ต้องหยุดการผลิตและจำหน่ายเอทานอลเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเวลา 2 เดือนกว่า

ธุรกิจเอทานอล