บริษัทฯ ประกอบธุรกิจการผลิตและจัดจำหน่ายถ่านหินเป็นธุรกิจหลักทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยมีฐานการผลิตและจัดจำหน่ายถ่านหินในประเทศอินโดนีเซีย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังดำเนินธุรกิจบริการการขนส่งทางทะเลในประเทศสิงคโปร์เพื่อรองรับและจัดการการขนส่งถ่านหินมายังประเทศไทยและต่างประเทศ
ลักษณะของถ่านหิน
ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงธรรมชาติชนิดหนึ่งประกอบด้วยสารที่ระเหยได้ชนิดต่างๆ ความชื้นและแร่ธาตุที่สำคัญคือ คาร์บอน (CARBON) ซึ่งเป็นส่วนที่จะเผาไหม้ได้ เมื่อสารระเหยและความชื้นถูกขับไล่ออกไปจะมีขี้เถ้าจำนวนเล็กน้อยเหลืออยู่หลังจากเผาไหม้แล้ว ถ่านหินสามารถจัดแบ่งตามคุณภาพโดยพิจารณาค่าความร้อน (CALORIFIC VALUE) ปริมาณสารระเหย (VOLATILE MATTER) และปริมาณคาร์บอนคงที่ (FIXED CARBON) เรียงลำดับจากคุณภาพที่ดีที่สุดได้ 4 กลุ่มคือ (1) ANTHRACITE, (2) BITUMINOUS, (3) SUB-BITUMINOUS และ (4) LIGNITE สำหรับถ่านหินที่สำรวจพบ และพัฒนาขึ้นมาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลายในประเทศไทยจะเป็นประเภทถ่านลิกไนต์ ส่วนถ่านหินที่นำเข้าจากต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นประเภท BITUMINOUS ซึ่งมีค่าความร้อนสูงกว่าถ่านลิกไนต์ที่ผลิตในประเทศ
คุณสมบัติถ่านหินที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดราคาซื้อขายโดยปกติจะประกอบด้วยค่าความร้อน (CALORIFIC VALUE) ปริมาณความชื้น (MOISTURE) ปริมาณสารระเหย (VOLATILE MATTER) ปริมาณคาร์บอนคงที่ (FIXED CARBON) ปริมาณขี้เถ้า (ASH) ปริมาณกำมะถัน (SULPHUR) และขนาดของก้อนแร่ (SIZE) ที่ผลิตออกจำหน่าย
การผลิตถ่านหิน
ถ่านหินเกิดจากการสะสมตัวของซากพืชที่ทับถมอยู่ในหนอง คลอง บึงเป็นเวลานานนับล้านปี และค่อยๆ จมตัวลงใต้ผิวดินจนซากพืชกลายสภาพมาเป็นถ่านหิน โดยผลของการเปลี่ยนแปลงของผิวโลก และขบวนการตามธรรมชาติในช่วงหลายล้านปีที่ผ่านมา ดังนั้นการที่จะนำถ่านหินขึ้นมาใช้จึงต้องมีการสำรวจค้นหาโดยการศึกษาข้อมูลทางธรณีวิทยาใต้ผิวดิน เพื่อให้ทราบถึงความหนาของชั้นถ่านหิน ขอบเขตพื้นที่การกระจายตัวของแหล่งถ่านหิน คุณภาพทางเคมี และปริมาณสำรองในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเพื่อพัฒนาแหล่งถ่านหินดังกล่าวต่อไป ดังนั้นการผลิตถ่านหินจึงแบ่งออกได้เป็น 3 ขั้นตอนใหญ่ ดังนี้
(1) การสำรวจ : เริ่มตั้งแต่การศึกษาข้อมูลธรณีวิทยาผิวดินและโครงสร้างทางธรณีวิทยาเพื่อกำหนดพื้นที่เป้าหมายในเบื้องต้นแล้วทำการเจาะสำรวจ (SCOUT DRILLING) เพื่อศึกษาการสะสมตัวของชั้นดิน หินและโครงสร้างทางธรณีวิทยาของพื้นที่เพื่อให้แน่ใจว่ามีถ่านหินสะสมตัวอยู่ รวมทั้งประเมินคุณภาพและปริมาณสำรองของถ่านหินในเชิงพาณิชย์ประกอบการตัดสินใจที่จะพัฒนาแหล่งถ่านหินดังกล่าวเพื่อเปิดการทำเหมืองต่อไป
(2) การทำเหมือง : ก่อนจะเปิดการทำเหมืองจำเป็นต้องทำการเจาะสำรวจในขั้นละเอียด (DETAIL DRILLING) เพื่อหาข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ของพื้นที่ ได้แก่ ปริมาณสำรองและคุณภาพในแต่ละระดับของการวางตัวของชั้นถ่านหินรวมทั้งชั้นดินที่ปิดทับอยู่ ข้อมูลที่ได้จะถูกนำมาใช้ในการกำหนดแผนแม่บทในการทำเหมือง (MINE MASTER PLAN) ซึ่งจะรวมถึงการศึกษาต้นทุนและวิธีการเปิดเหมืองตลอดจนศึกษาปริมาณและบริเวณที่จะขุดขนส่งหน้าดินหรือถ่านหินในแต่ละขั้นตอนและการเลือกเครื่องจักรเครื่องมือที่เหมาะสมกับการทำเหมืองด้วย
(3) การแต่งแร่ : ถ่านหินที่ขุดได้จากการทำเหมืองจะต้องผ่านการแต่งแร่เพื่อให้ได้ถ่านหินที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของผู้ใช้หรือลูกค้า ซึ่งมีขั้นตอนตั้งแต่บด ย่อย คัดขนาด รวมทั้งคัดสิ่งเจือปนออก โดยการร่อน และล้างเป็นต้น
การกำหนดราคาถ่านหิน
ราคาขายถ่านหินจะกำหนดตามค่าความร้อนเป็นหลักเช่นเดียวกับการกำหนดราคาขายเชื้อเพลิงชนิดอื่น ราคาขายถ่านหินสำหรับลูกค้าแต่ละรายจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ คือปริมาณที่สั่งซื้อ ข้อกำหนดด้านคุณภาพ เช่น ค่าความร้อน ระยะเวลาชำระเงินและเงื่อนไขอื่นที่ลูกค้ากำหนด ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะเป็นตัวกำหนดราคาขายถ่านหินสำหรับลูกค้าทุกรายโดยเสมอภาคกัน การกำหนดราคาขายถ่านหินที่นำเข้าจากต่างประเทศขึ้นอยู่กับการตกลงของลูกค้าแต่ละรายซึ่งอาจจะเป็นราคา FOB หรือ CIF หรือราคาส่งถึงโรงงานของผู้ซื้อ เป็นต้น
การจัดจำหน่าย
วิธีการจัดจำหน่ายถ่านหินในประเทศจะจำหน่ายให้กับลูกค้าหรือผู้ใช้โดยตรงโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ส่วนการขายถ่านหินในต่างประเทศจะจำหน่ายให้ลูกค้าหรือผู้ใช้โดยตรงและขายผ่านพ่อค้าคนกลางด้วย ส่วนใหญ่จะขายเป็นเงินเชื่อซึ่งบริษัทฯ จะพิจารณาให้เครดิตเฉพาะลูกค้ารายใหญ่ที่มีการซื้อขายกันมานานหลายปีและมีฐานะการเงินมั่นคงเท่านั้น ส่วนลูกค้าที่เพิ่งจะเริ่มทำการซื้อขายกันครั้งแรก บริษัทฯ จะให้ลูกค้าเปิด LETTER OF CREDIT (L/C) ซึ่งตั้งแต่เปิดกิจการในปี 2528 จนถึงปัจจุบันบริษัทฯ มีปัญหาหนี้สูญจากการจำหน่ายถ่านหินน้อยมาก
กลยุทธ์ในการแข่งขัน
บริษัทฯ จะเน้นการให้บริการและการควบคุมคุณภาพถ่านหินเป็นกลยุทธ์หลักในการแข่งขันแทนการใช้กลยุทธ์ด้านราคา นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้พัฒนาวิธีการผลิตถ่านหินให้ได้คุณภาพดี โดยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาพัฒนาระบบการผลิตถ่านหินอย่างสม่ำเสมอ
ภาวการณ์แข่งขัน
ธุรกิจการจำหน่ายถ่านหินในประเทศเป็นธุรกิจที่มีผู้ประกอบการน้อยราย (OLIGOPOLY MARKET) โดยมีลูกค้าที่เป็นกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และขนาดเล็กโดยมีคู่แข่งขันที่สำคัญคือบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้บริษัทฯ มีเหมืองถ่านหินที่มีคุณภาพสูงเป็นของตนเองและยังมีปริมาณสำรองในเชิงพาณิชย์อีกหลายปี จึงมีจุดแข็งและศักยภาพในการแข่งขันที่ดี
สภาพการแข่งขันภายในอุตสาหกรรมในปีที่ผ่านมา

สถานการณ์ของตลาดถ่านหินโลกภายหลังจากที่มีสถิติราคาถ่านหินสำหรับดัชนีราคาถ่านหิน Newcastle (“NEWC”) ปรับพุ่งขึ้นถึงระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนกันยายน 2565 ที่ราคา 434.02 ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกาต่อเมตริกตัน ด้วยภาวะวิกฤตพลังงานอันเนื่องมาจากผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ COVID-19 แล้วตามมาด้วยเหตุการณ์การรุกรานประเทศยูเครนโดยประเทศรัสเซีย ซึ่งหลังจากนั้น ราคาถ่านหินได้ปรับลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงต้นปี 2566 โดยก้าวเข้าสู่ช่วงการปรับสมดุลใหม่ หลังจากผู้ประกอบการดำเนินการเร่งการผลิตถ่านหินออกจำหน่ายเพื่อตอบสนองตลาดและเนื่องจากราคาแก๊สธรรมชาติได้ปรับตัวอ่อนลง เนื่องจากความวิตกกังวลต่อการขาดแคลนพลังงานได้ผ่อนคลายลง รวมถึงตลาดได้รับรู้และการประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนเป็นที่ชัดเจนมากขึ้น สำหรับปี 2566 ราคาถ่านหินได้ปรับมาสู่ระดับระหว่าง 357.75 และ 122.16 ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกาต่อเมตริกตัน หรือค่าเฉลี่ยประมาณ 172.79 ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกาต่อเมตริกตัน ตามมาในปี 2567 ราคาถ่านหินอยู่ที่ระดับระหว่าง 146.38 และ 119.84 ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกาต่อเมตริกตัน หรือค่าเฉลี่ยประมาณ 134.85 ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกาต่อเมตริกตัน รวมถึงมีการแกว่งตัวของราคาลดลง และเมื่อเข้าสู่ต้นปี 2568 ราคาถ่านหินได้ปรับตัวลดลงมาอย่างค่อยเป็นค่อยไปจาก 115.18 ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกาต่อเมตริกตัน สำหรับเดือนมกราคม 2568 ลงมาที่ระดับต่ำสุดที่ 94.03 ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกาต่อเมตริกตัน ในเดือนเมษายน 2568 จากนั้นก็ค่อยปรับขึ้นมาอยู่ที่ 108.27 ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกาต่อเมตริกตัน ในเดือนธันวาคม 2568 หรือมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 105.37 ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกาต่อเมตริกตัน สำหรับช่วงเดือนมกราคมถึงเดือน ธันวาคม 2568 จากการปรับลดการผลิตถ่านหินตามกลไกของตลาดเมื่อราคาเข้าใกล้ต้นทุนการผลิตและผลจากสต็อกคงเหลือที่มีอยู่ทั้งที่เหมือง ที่ท่าเรือและหน้าโรงงานของลูกค้าถ่านหิน
สำหรับสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของราคาถ่านหินในตลาดถ่านหินจากประเทศอินโดนีเซียหรือดัชนีราคาถ่านหิน ICI (Indonesia Coal Index) ก็ได้สอดรับกับตลาดทั่วโลก เพียงแต่ว่าจะมีการตอบสนองที่ช้ากว่าและมีการแกว่งตัวอยู่ในช่วงที่แคบกว่าราคาในตลาดดัชนีถ่านหิน NEWC เนื่องจากสินค้าคุณภาพค่าความร้อนอยู่ระดับกลางถึงต่ำเป็นส่วนใหญ่ กิจกรรมการเก็งกำไรหรือตลาดซื้อขายล่วงหน้ายังไม่ได้เปิดกว้างสำหรับเกรดคุณภาพถ่านหินดังกล่าว อีกทั้งผู้ซื้อรายใหญ่จากประเทศจีนและอินเดีย ซึ่งทั้งสองประเทศเองก็มีการผลิตและใช้ถ่านหินใช้เองในประเทศเป็นหลักอยู่แล้ว โดยผู้ใช้ถ่านหินในประเทศจีนเองก็ใช้ประโยชน์จากถ่านหินนำเข้าเพื่อผสมในการปรับปรุงคุณภาพเป็นหลักและหรือเพื่อเป็นการลดต้นทุนพลังงาน ส่วนประเทศอินเดียก็มีความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์และความยืดหยุ่นทางการเมืองระหว่างประเทศในการนำเข้าถ่านหินทางเลือกจากหลากหลายภูมิภาคไม่ว่าจะทางฝั่งแอฟริกาใต้ อเมริกาและรัสเซีย
ตลาดและอุตสาหกรรมถ่านหินได้ปรับเข้าสู่สมดุลใหม่อีกครั้งภายใต้ภาวะเศรษฐกิจ และอุปสงค์–อุปทานที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คาดว่าแนวโน้มราคาถ่านหินจะทรงตัวในปี 2026 แต่อาจจะมีความผันผวนที่มากขึ้นจากเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการกีดกันทางการค้า ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นซึ่งจะสร้างผลกระทบกับงานผลิตในเหมืองแร่ งานโลจิสติกส์ และงานผลิตโรงงานมากขึ้น หรือแม้แต่นโยบายของทั้งประเทศผู้ใช้และประเทศผู้ผลิตถ่านหินที่จะสร้างหลักประกันความมั่นคงทางพลังงาน การปกป้องหรือสงวนกิจกรรมอุตสาหกรรมภายในประเทศอย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้น
สำหรับการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้นน่าจะปรับตัวขึ้นจากอุปสงค์จากประเทศจีนและอินเดียจากความต้องการใช้ถ่านหินในการสร้างความอบอุ่นในครัวเรือนจากอากาศหนาวเย็นในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569
ลักษณะการประกอบธุรกิจถ่านหิน
ธุรกิจถ่านหินในประเทศ
บริษัทฯ นำเข้าถ่านหินจากเหมืองร่วมทุนและจากแหล่งอื่นในประเทศอินโดนีเซียมาจำหน่ายให้กับลูกค้าในประเทศไทย โดยขายแบบส่งตรงให้ลูกค้าและนำเข้ามาสต๊อกไว้ ณ ศูนย์จำหน่ายถ่านหินอยุธยาซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อจำหน่ายให้ลูกค้าอีกต่อหนึ่ง โดยศูนย์จำหน่ายถ่านหินอยุธยามีเนื้อที่ทั้งสิ้น 31 ไร่ 56.40 ตารางวาสามารถรองรับการนำเข้าถ่านหินมาสต๊อกได้ถึง 200,000 เมตริกตัน โดยบริษัทฯ มีส่วนแบ่งตลาดถ่านหินในประเทศสำหรับปี 2568 ประมาณร้อยละ 6 ของปริมาณถ่านหินที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมโดยไม่รวมถ่านหินที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าจากเอกชนรายใหญ่ และรายเล็ก ซึ่งการใช้ถ่านหินในประเทศในปี 2568 ส่วนใหญ่จะใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตปูนซีเมนต์คิดเป็นร้อยละประมาณ 30 และใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและอุตสาหกรรมอื่นคิดเป็นร้อยละประมาณ 70 ทั้งนี้ไม่รวมการผลิตกระแสไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (“ELECTRICITY GENERATING AUTHORITY OF THAILAND” หรือ “EGAT”) คาดว่าการใช้ถ่านหินซึ่งมีราคาต่อหน่วยของค่าความร้อนที่ต่ำกว่าน้ำมันและเชื้อเพลิงอื่นจะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคต

ธุรกิจถ่านหินในต่างประเทศ
บริษัทฯ ได้เข้าไปร่วมลงทุนทำเหมืองถ่านหินในประเทศอินโดนีเซียมาเป็นเวลามากกว่า 22 ปีแล้ว โดยบริษัทฯ ได้นำเข้าถ่านหินจากเหมืองร่วมทุนในประเทศอินโดนีเซียมาจำหน่ายให้กับลูกค้าในประเทศไทยและส่งไปจำหน่ายยังประเทศอื่นด้วยโดยเฉพาะตลาดในแถบภูมิภาคเอเชีย เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง เป็นต้น โดยถ่านหินที่บริษัทฯ ผลิตออกจำหน่ายมีคุณภาพและมี BRAND เป็นที่เชื่อถือของลูกค้าทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นบริษัทหนึ่งที่มีชื่อเสียงเป็นที่น่าเชื่อถือในธุรกิจถ่านหินในภูมิภาคเอเชีย
PT. LANNA HARITA INDONESIA (“LHI”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่จดทะเบียนในประเทศอินโดนีเซีย โดยบริษัท ลานนารีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นทางตรงร้อยละ 55 ของทุนที่ชำระแล้ว ประกอบธุรกิจทำเหมืองถ่านหินที่อำเภอซามารินดา และอำเภอคูเตยจังหวัดกาลิมันตันตะวันออกโดยได้รับสัมปทาน (COAL CONTRACT OF WORK) จากรัฐบาลแห่งประเทศอินโดนีเซียเพื่อผลิตถ่านหินออกจำหน่ายมีกำหนดเวลา 30 ปี (เริ่มตั้งแต่ปี 2544 ถึง 2574) โดยมีปริมาณสำรองถ่านหินคงเหลือไม่ต่ำกว่า 15 ล้านเมตริกตัน โดยได้ผลิตถ่านหินออกจำหน่ายในปี 2568 ที่ประมาณ 3.5 ล้านเมตริกตัน และมีแผนผลิตและจำหน่ายถ่านหินออกจำหน่ายตามแผนงานเมื่อสิ้นปี 2568 ปีละประมาณ 3.5 ล้านเมตริกตันในปีต่อๆ ไป
PT. SINGLURUS PRATAMA (“SGP”) เป็นบริษัทย่อยที่จดทะเบียนในประเทศอินโดนีเซียโดยบริษัท ลานนารีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นทางตรงร้อยละ 65 ของทุนที่ชำระแล้ว ประกอบธุรกิจทำเหมืองถ่านหินที่อำเภอคูเตย จังหวัดกาลิมันตันตะวันออก โดยได้รับสัมปทาน (COAL CONTRACT OF WORK) จากรัฐบาลแห่งประเทศอินโดนีเซียเพื่อผลิตถ่านหินออกจำหน่ายมีกำหนดเวลา 30 ปี (เริ่มตั้งแต่ปี 2552 ถึง 2582) โดยมีปริมาณสำรองถ่านหินคงเหลือไม่ต่ำกว่า 29 ล้านเมตริกตัน โดยได้ผลิตถ่านหินออกจำหน่ายจากปี 2568 ที่ประมาณ 4.25 ล้านเมตริกตัน SGP ได้ดำเนินการพัฒนาถ่านหินแหล่งใหม่ในพื้นที่สัมปทานเหมืองถ่านหินของ SGP คือแหล่ง MARGOMULYO BLOCK (“MG”) โดยเริ่มผลิตและจำหน่ายถ่านหินจากแหล่ง MG ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3/2567 ที่ประมาณ 1.5 – 2.0 ล้านเมตริกตันต่อปีซึ่งถ่านหินที่ผลิตจากแหล่ง MG จะใช้ท่าเทียบเรือ (PORT AND JETTY) ของแหล่ง ARGOSARI BLOCK (“AG”) ที่ผลิตและจำหน่ายถ่านหินอยู่ในปัจจุบัน โดย SGP ได้ดำเนินการเพิ่มกำลังการผลิตโดยก่อสร้างโรงแต่งแร่ที่ 2 และปรับปรุงพื้นที่กองเก็บถ่านหินบริเวณท่าเทียบเรือให้สามารถกองเก็บถ่านหินได้ถึง 200,000 เมตริกตันเรียบร้อยแล้วและได้ดำเนินการลงทุนก่อสร้างปรับปรุงท่าเทียบเรือและเพิ่มสายพานลำเลียงถ่านหินอีกหนึ่งชุดยาวประมาณ 1.70 กิโลเมตรทอดลงไปที่ท่าเทียบเรือในทะเลเพื่อรองรับการผลิตและจำหน่ายถ่านหินจากแหล่ง AG และ MG ดังกล่าวเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว โดยได้วางแผนผลิตและจำหน่ายถ่านหินในปี 2569 ตามแผนงานเมื่อสิ้นปี 2568 ที่ประมาณ 5 ล้านเมตริกตัน และประมาณ 4.5 ล้านเมตริกตันในปีต่อๆ ไป ซึ่งเป็นถ่านหินคุณภาพดีที่มีค่าความร้อนสูงและปริมาณ SULPHUR ต่ำซึ่งคาดว่าจะทำตลาดได้ง่ายและมีอัตรากำไรที่ดี
PT. PESONA KHATULISTIWA NUSANTARA (“PKN”) เป็นบริษัทย่อยที่จดทะเบียนในประเทศอินโดนีเซีย โดยบริษัท ลานนารีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นทางตรงร้อยละ 10 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ประกอบธุรกิจทำเหมืองถ่านหินที่เมืองบูลุงงัน จังหวัดกาลิมันตันเหนือ โดยได้รับสัมปทาน (COAL CONTRACT OF WORK) จากรัฐบาลแห่งประเทศอินโดนีเซียเพื่อผลิตถ่านหินออกจำหน่ายมีกำหนดเวลา 30 ปี (เริ่มตั้งแต่ปี 2552 ถึง 2582) โดยมีปริมาณสำรองถ่านหินคงเหลือจากสองแหล่งถ่านหินหลักไม่ต่ำกว่า 120 ล้านเมตริกตัน และมีกำลังการผลิตถ่านหินออกจำหน่ายในปี 2568 ที่ประมาณ 5.45 ล้านเมตริกตัน และได้วางแผนผลิตและจำหน่ายถ่านหินในปี 2569 ตามแผนงานเมื่อสิ้นปี 2568 ที่ประมาณ 5 ล้านเมตริกตัน

UNITED BULK SHIPPING PTE. LTD. (“UBS”) เป็นบริษัทร่วมที่จดทะเบียนในประเทศสิงคโปร์ โดยบริษัท ลานนารีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นทางตรงร้อยละ 49 ของทุนที่ชำระแล้ว ประกอบธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเลและซื้อขายถ่านหิน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนและบริหารการขนส่งถ่านหินที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยและหรือส่งไปจำหน่ายยังประเทศอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีต้นทุนการขนส่งที่ต่ำ

