
ความรู้พื้นฐานสำหรับประชาชนในการเลือกซื้อและติดตั้งโซล่าเซลล์ให้ปลอดภัย
- ต้องรู้ก่อนว่าเป็นระบบแบบไหน
ก่อนที่ประชาชนจะเลือกซื้อและติดตั้งโซล่าเซลล์ภายในบ้าน อันดับแรกต้องรู้ก่อนว่าเป็นระบบแบบไหน เช่น ระบบ On-grid ที่ต่อร่วมกับไฟการไฟฟ้า หรือ ระบบ Off-grid ที่ไม่ต่อร่วมกับไฟการไฟฟ้า หรือ Hybrid ทั้งสองระบบ เพื่อเลือกให้ตรงกับการใช้งานและงบประมาณ - เลือกอุปกรณ์ให้ถูกต้อง
การเลือกแผงโซล่าเซลล์ ควรดูข้อมูลสินค้า ดังนี้
2.1) ดูที่ รุ่น กำลังไฟ และเครื่องหมาย มอก. 61730 หรือ IEC 61730
2.2) ถ้าเป็นระบบ On-grid ที่ต่อร่วมกับไฟการไฟฟ้า ให้ดูที่อินเวอร์เตอร์ต้องผ่านหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนของการไฟฟ้า
2.3) ถ้าเป็นระบบ Off-grid ที่ไม่ต่อร่วมกับไฟการไฟฟ้า ที่อินเวอร์เตอร์ควรมีเครื่องหมาย มอก.2603 หรือ IEC 62109
2.4) สายไฟต้องเป็นสายสำหรับไฟกระแสตรง และมีเครื่องหมาย มอก.62930 หรือ IEC 62930
2.5) ขั้วต่อสำหรับไฟฟ้ากระแสตรง ต้องแน่น ดึงด้วยมือไม่หลุด และไม่มีลวดโผล่ออกมา - การติดตั้ง
การติดตั้งโซล่าเซลล์ในบ้านพักอาศัยอย่างถูกต้องและปลอดภัย ควรติดตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญ ที่มี “หนังสือรับรองความรู้ความสามารถ” (License) ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ระดับ 1 มีประสบการณ์ในการติดตั้งโซล่าเซลล์ และมีช่องทางการติดต่อหลังจากเสร็จงาน เพื่อให้สามารถติดต่อให้แก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลังการติดตั้งและให้การดูแลอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องได้ - ภายหลังการติดตั้ง
ต้องตรวจดูอย่างสม่ำเสมอ ว่าเครื่อง หรือ app ทำงานเป็นปกติ ตรวจดูว่า ตู้ไฟ สายไฟ และอุปกรณ์ต่าง ๆ อยู่ในสภาพเรียบร้อย มีการติดตั้งถังดับเพลิง Co2 ถังสีแดง และควรให้ช่างเข้ามาตรวจเช็คเป็นระยะ - เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือไฟไหม้
หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือไฟไหม้ ห้ามฉีดน้ำที่แผงหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าโดยตรง หากสามารถทำได้อย่างปลอดภัย ให้ปิดเมน หรือปิดระบบอินเวอร์เตอร์ จากนั้นให้รีบโทรแจ้ง 199 และที่สำคัญต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าเป็นบ้านที่มีระบบโซล่าเซลล์ด้วย

ใช้รถ EV อย่างไรให้ปลอดภัย และประหยัดพลังงาน
- เลือกรถให้เหมาะกับการใช้งาน
การเลือกใช้รถ EV ที่ปลอดภัยและประหยัดพลังงาน ควรเลือกให้ตรงกับลักษณะการใช้งานในชีวิตประจำวัน หากใช้งานในเมือง ควรเลือกรถ EV ที่สามารถวิ่งได้อย่างน้อย 250 กม. เป็นต้นไป หากใช้งานต่างจังหวัดวิ่งทางไกลเป็นหลัก ควรเลือกรถ EV ที่สามารถวิ่งได้อย่างน้อย 380 กม. เป็นต้นไป - อย่าเชื่อถือตัวเลขระยะวิ่งตามโฆษณา
โดยทั่วไป รถ EV จะวิ่งได้จริงประมาณ 70-85 % ของระยะวิ่งที่โฆษณา เช่น โฆษณาว่าวิ่งได้ 500 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง แต่เมื่อใช้งานจริง อาจจะวิ่งได้เพียงแค่ 350 – 420 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาพอากาศ สไตล์การขับขี่ ความชันของถนน อุณหภูมิและระดับแบตเตอรี่ เป็นต้น - ชาร์จไฟให้ถูกวิธี
3.1) การชาร์จแบบ AC (ชาร์จปกติ) เหมาะกับชาร์จที่บ้านหรือที่ทำงาน ใช้เวลาชาร์จนานกว่า แต่ถนอมแบตเตอรี่มากกว่า เหมาะสำหรับการชาร์จเป็นประจำ
3.2) การชาร์จแบบ DC (Fast charge หรือ ชาร์จเร็ว) ได้ระยะทางไว เหมาะสำหรับการเดินทางไกลหรือกรณีฉุกเฉิน ซึ่งไม่ควรชาร์จด้วยวิธีนี้บ่อยเกินความจำเป็น และที่สำคัญควรตรวจสอบกำลังชาร์จที่รองรับของรถ (kW) ด้วย - วิธีอ่าน Eco Sticker
รถ EV ที่จำหน่ายในไทย ต้องมี Eco Sticker (อีโคสติ๊กเกอร์) ซึ่งเป็นป้ายแสดงข้อมูลสมรรถนะ และความปลอดภัยของรถยนต์ไฟฟ้าตามมาตรฐานสากล ที่ระบุข้อมูลสำคัญต่าง ๆ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบข้อมูลของรถแต่ละรุ่นได้ก่อนตัดสินใจซื้อ เช่น
4.1) อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้า ที่จะบ่งบอกว่า รถใช้พลังงานกี่กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร ยิ่งตัวเลขอัตราการใช้พลังงานน้อย ก็ยิ่งประหยัดไฟมากขึ้น
4.2) ระยะทางสูงสุดที่วิ่งได้ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง (เช่น km/charge)
4.3) มาตรฐานความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล (UN Regulations) โดยเน้นที่ความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า แบตเตอรี่ และโครงสร้างการชน ซึ่งต้องได้รับการรับรองตามมาตรฐาน UN R100 , R94 , R95 และ R13H
4.4) มาตรฐานความปลอดภัยของแบตเตอรี่
4.5) ข้อมูลรถยนต์ รุ่น และข้อมูลผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า เป็นต้น
